สุดยอด 5 คุณประโยชน์จากคาเฟอีน ในกาแฟ ที่ไม่ได้มีดีแค่ความหอมและอร่อย

ประโยชน์คาเฟอีนในกาแฟ

คาเฟอีน (caffeine) คือ สารแซนทีนอัลคาลอยด์ พบในเครื่องดื่มหลายชนิด เช่น โคล่า, โกโก้, ชา, ช็อคโกแลต และมักผสมรวมอยู่ในกาแฟที่ทุกคนดื่มเป็นประจำ เนื่องจากกาเฟอีนในกาแฟ มีสรรพคุณช่วยกระตุ้น ทำให้ร่างกายตื่นตัว ลดอาการง่วง ด้วยเหตุนี้กาแฟสด จึงเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากเป็นระดับต้นๆ ของโลก

อย่างไรก็ตามกาแฟเป็นอาหารอย่างหนึ่งถูกสร้างมาจากธรรมชาติ อยู่กับเรามาช้านาน สารออกฤทธิ์ของกาแฟก็คือคาเฟอีน หรือ กาเฟอีน (caffeine) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หน้า 113

ขึ้นชื่อว่าอาหารทุกชนิดจะแบ่งเป็น 2 อย่างเสมอ คือมีประโยชน์ และมีข้อเสีย ปริมาณรับประทานมากเกินไปมีผลกระทบแน่ หรือน้อยเกินไปสารสำคัญก็ไม่ออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่ คนดื่มกาแฟก็เช่นกัน ถ้าได้รับสารคาเฟอีในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากไม่ทำให้ร่างกายมีปัญหา ในทางกลับกัน ยังเป็นตัวช่วยบำรุงสุขภาพได้อีกด้วย

บทความนี้จึงอยากนำเสนอสุดยอด 5 คุณประโยชน์ที่ร่างกายได้รับจากคาเฟอีนในกาแฟได้อย่างเต็มที่ และจะบอกถึงปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคกาแฟ ซึ่งร่างกายจะได้รับคาเฟอีน เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจใน บทความนี้ จะพูดถึงเรื่องกาแฟดำเท่านั้น เช่น เอสเพรสโซ่ 1 ช็อต หรืออเมริกาโน่ 1 แก้ว หรือที่เราเรียกว่ากาแฟดำ ไม่ใส่น้ำตาล นม หรือครีมเทียม

และขอ เปรียบเทียบสัดส่วนคาเฟอีนที่ได้จากกาแฟ คือ เอสเพรสโซ่ 1 ช็อต หรืออเมริกาโน่ 1 แก้ว ที่เราดื่มกันประจำ จะให้คาเฟอีนประมาณ 100 มิลลิกรัม

สารบัญเนื้อหา

  1. บำรุงการทำงานของสมอง
  2. เพิ่มการเผาผลาญเซลล์ไขมัน และออกกำลังกายได้นานขึ้น
  3. บรรเทาอาการปวดตามจุดต่างๆ ของร่างกาย
  4. บำรุงสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  5. ลดความเสี่ยงการเกิดโรคร้าย
  6. คาเฟอีน กับเรื่องการขับถ่าย
  7. ดื่มกาแฟอย่างไรให้ได้ประโยชน์ เพื่อสุขภาพที่ดี

คาเฟอีนให้สมองกระปรี้กระเปร่า

1. บำรุงการทำงานของสมอง ด้วยคาเฟอีน

คาเฟอีนทำให้สมองสดชื่น

สมอง คือ อวัยวะที่ต้องถูกใช้งานอย่างหนักตลอดช่วงชีวิต หากไม่ได้รับการบำรุงใดๆ เลยโอกาสที่จะนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ของสุขภาพก็มีสูง สารคาเฟอีนจะมีส่วนช่วยปิดกั้นสารสื่อประสาทประเภทหนึ่ง มีผลให้สารโดปามีน กับ นอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) มีปริมาณมากขึ้น เซลล์ประสาทภายในจึงทำงานได้ดีขึ้น

มีผลวิจัยชี้ชัดว่า การดื่มกาแฟจะช่วยให้สมองทำงานได้ดีกว่าเดิมในด้านต่าง ๆ อาทิ การใช้ความจำ, การปรับอารมณ์, การตัดสินใจ, หลักความคิดปกติ ฯลฯ

ซึ่งการที่สมองทำงานได้ดีแบบนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงโอกาสในการเกิดพาร์กินสัน และโรคอัลไซเมอร์ หรือ โรคอัลซไฮเมอร์ (Alzheimer) พร้อมทั้งยังช่วยดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าให้เลิกคิดฆ่าตัวตายเยอะขึ้น แม้ผลวิจัยจะระบุว่าเป็นเฉพาะกับผู้ใหญ่ แต่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

คาเฟอีนในกาแฟจะช่วยให้การทำงานของสมอง ทำให้อารมณ์ดีขึ้น, กระปรี้กระเปร่า เนื่องจากเขาไปบล็อกตัวที่ชื่อว่า อะดีโนซีน (adenosine) สารตัวนี้มักจะทำให้เรามีอาการง่วงหงาวหาวนอน อ่อนเพลีย เหมือนจะหมดแรง มีความรู้สึกเหมือนไม่อยากทําอะไรเลย

ภาพรวมของคาเฟอีนในการบำรุงสมองจึงถือว่ามีผลโดยตรงกับร่างกาย ใครที่กำลังป่วยทางใจ เครียดสะสม มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า การดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้ว ค้นพบว่าจะลดความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายถึง 45% และลดภาวะความเครียด และโรคซึมเศร้าถึง 13% เลยทีเดียว นับว่า Caffeine เป็นตัวช่วยได้เป็นอย่างดี 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

line innbuddy
email innbuddy
facebook innbuddy
tel innbuddy

อย่าลืม! แอดไลน์ @innbuddy เพื่อรับข่าวสาร และโพรโมชันจากทางร้าน

2. เพิ่มการเผาผลาญเซลล์ไขมัน และออกกำลังกายได้นานขึ้น

กาเฟอีนช่วยเผาผลาญเซลล์ไขมัน

ใครเป็นสายออกกำลังกาย หรือสายรักสุขภาพ สารคาเฟอีนเมื่อเข้าไปสู่ร่างกายจะช่วยกระตุ้นอะดรีนาลีน (adrenaline) ซึ่งเป็นสารสร้างความตื่นตัว ทำให้ร่างกายพร้อมสำหรับการใช้แรงมากขึ้นกว่าเดิม มีส่วนเปลี่ยนไขมันสะสมในร่างกายให้เป็นพลังงาน ซึ่งตรงนี้มีรายงานยืนยันชัดเจน

สารกาเฟอีนจะย่อยสลายหรือเพิ่มการเผาผลาญเซลล์ไขมันของคนอ้วน หรือโรคอ้วนได้ 10% และย่อยสลายไขมันคนหุ่นปกติได้สูงถึง 29% เลยทีเดียว พร้อมยังช่วยกระตุ้นการทำงานเพิ่มการเผาผลาญ 3-11% และการเผาผลาญไขมันจะเพิ่มขึ้นประมาณ 13% เมื่อเราดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนรวม 300 มิลลิกรัมต่อวัน 

เท่ากับว่าถ้าเรากินกาแฟดำ 3 แก้ว จะได้ปริมาณคาเฟอีน 300 มิลลิกรัมต่อวัน ร่างกายจะเพิ่มอัตราการเผาผลาญแบบฟรีๆ เพิ่มขึ้นมาประมาณ 80 แคลอรีต่อวันนั้นเอง

แต่ขอย้ำอีกครั้งว่า ต้องเป็นกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล นม หรือครีมเทียม ทำไมถึงต้องย้ำแบบนี้เพราะถ้าดื่มกาแฟแบบใส่นม น้ำตาลหรือครีมเทียม เราจะได้รับแคลอรีเข้ามาในร่างกายประมาณ 500-900 แคลอรี ไม่คุ้ม หรือเรียกว่าขาดทุนกับสิ่งที่เราคาดหมายกับการเผาผลาญออกไป

คาเฟอีนในกาแฟ ยังช่วยเพิ่มความสามารถทำให้กลูโคสอยู่ในกล้ามเนื้อได้นานขึ้น นั้นหมายถึงเราจะออกกำลังกาย โดยการออกแรง ใช้กล้ามเนื้อได้มากขึ้น นานขึ้น ทนทานขึ้นนั้นเอง

ถ้าดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน 1 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย จะทำให้เพิ่มพลังงานในการออกกำลังกายมากขึ้น ประมาณ 5% แต่จะต้องได้รับปริมาณคาเฟอีนประมาณ 200 มิลลิกรัม หรือเท่ากับกาแฟประมาณ 2 แก้ว หรือ เอสเปรสโซ 2 ช็อต

อีกความพิเศษในเรื่องของสุขภาพกาย สำหรับคนที่ดื่มกาแฟในปริมาณเหมาะสมต่อวันมีส่วนช่วยให้ร่างกายเหนื่อยน้อยกว่าเดิม เมื่อต้องใช้แรงมากๆ และสามารถเพิ่มเรี่ยวแรงหรือประสิทธิภาพได้ 11-12% คนเป็นสายสุขภาพอ่านข้อนี้แล้วคงต้องปรับการดื่มกาแฟของตนเองดูสักหน่อย เพื่อให้การออกกำลังกายของคุณได้ผลมากยิ่งขึ้น

แต่มีข้อความระวังสำหรับนักกีฬา และผู้ชื่นชอบการออกกำลังกาย สารกาเฟอีนเป็นยาขับปัสสาวะอย่างอ่อนๆ จึงแนะนำให้ก่อน,ระหว่าง และหลังการออกกำลังควรดื่มน้ำในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น ป้องกันร่างกายขาดน้ำ

3. บรรเทาอาการปวดตามจุดต่างๆ ของร่างกาย

คาเฟอีนบรรเทาอาการปวด

การศึกษาเรื่องนี้พบว่า คาเฟอีนช่วยแก้ปัญหาปวดหัวในชีวิตประจำวันที่บางทีอาจเกิดขึ้นโดยคุณไม่รู้ตัว เช่น ภาวะเครียด, ไมเกรน, แพทย์บางรายมีการแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาแก้ปวดร่วมกับเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนเพื่อช่วยลดอาการดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

ทั้งนี้ในการรักษาพยาบาลบางแห่งก็มีการใช้สาร caffeine เพื่อลดอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัด เพราะบางคนชอบปวดหัวหลังผ่าตัดเสร็จใหม่ๆ

ทางการแพทย์มีแพทย์หลายท่านแนะนำให้ผู้ป่วยที่พึ่งผ่าตัดเสร็จใหม่ๆ ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรืออาจใช้การฉีดผ่านเข้าทางเส้นเลือด เพื่อลดอาการปวดหัวเมื่อมีการฉีดยาชาไปบริเวณช่องเหนือไขสันหลัง

ขอเพียงคุณอนุญาต ให้กาแฟ VAGASO ผ่านลิ้นรับรู้รสสัมผัส ความนุ่มกลมกล่อม และปล่อยให้สารกาบา พุ่งตรงทำหน้าที่ช่วยในเรื่องประสาท และสมอง เพื่อเป็นการเติมเต็ม จากการดื่มกาแฟในทุกๆ วัน เพียงแค่นี้ ก็ทำให้กาแฟแก้วโปรดของคุณ มีความหมายมากขึ้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

4. บำรุงสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

คาเฟอีนช่วยระบบหายใจ

สำหรับใครที่มีอาการป่วยด้วยโรคหอบหืด การดื่มคาเฟอีนมีส่วนช่วยให้ระบบการหายใจดีขึ้น แม้ผลวิจัยจะระบุว่าแค่ระยะเวลาสั้นๆ ราว 4 ชั่วโมง แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้มีอาการหนัก และอาจลุกลามไปจนถึงขั้นชัก หายใจไม่ทัน สมองขาดออกซิเจน

ซึ่งตรงนี้ส่งผลร้ายแรงมากกว่าหลายเท่าตัว เนื่องจากโอกาสจะเกิดโรคร้ายอื่นๆ ตามมามีสูงโดยเฉพาะเส้นเลือดในสมองตีบ, อาการอัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ

ทั้งนี้ยังพบว่าแพทย์หลายๆ ท่านจะเลือกใช้กาเฟอีนในเด็กที่มีปัญหาด้านการหายใจเมื่อต้องคลอดก่อนกำหนด นั่นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกาเฟอีนที่มีผลดีต่อระบบทางเดินหายใจเป็นอย่างยิ่ง

5. ลดความเสี่ยงการเกิดโรคร้าย

  • ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

สารต้านอนุมูลอิสระที่อัดแน่นอยู่ภายในสารคาเฟอีนคือตัวช่วยสำคัญในการลดความเสี่ยงให้เกิดมะเร็งขึ้นกับร่างกาย

มีผลวิจัยยืนยันว่าถ้าเลือกดื่มกาแฟเฉลี่ย 3-4 แก้วต่อวัน มีส่วนลดปัญหาการเกิดมะเร็งได้ถึง 18%

ซึ่งมะเร็งที่มีโอกาสเกิดได้น้อยเมื่อดื่มกาแฟบ่อยๆ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก, มะเร็วผิวหนัง ฯลฯ

นอกจากลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งแล้ว ยังมีส่วนช่วยบำรุงตับ ผลวิจัยชี้ชัดว่าคนที่ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน

จะลดความเสี่ยงการเกิดโรคตับแข็งได้สูงถึง 80% และยังลดอาการมะเร็งตับได้ถึง 40% เลยทีเดียว

กาแฟลดการเกิดโรค
  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

คาเฟอีนในกาแฟสามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจ 16-18% ในผู้ที่ดื่มกาแฟ 1-4 แก้ว เทียบเท่าคาเฟอีนประมาณ 100-400 มิลลิกรัมต่อวัน

  • ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน

โดยเฉพาะ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (ภาวะดื้ออินซูลิน insulin resistance) 

ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงได้ถึงประมาณ 30% ส่วนผู้ที่ดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวัน ลดความเสี่ยงประมาณ 12-14%

ในส่วนของ กาแฟดีแคฟ (Decaf Coffee) หรือกาแฟที่สกัดคาเฟอีนออก (แต่ก็ยังเหลือปริมาณคาเฟอีนอีกเล็กน้อย) ก็ยังมีสามารถลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ลงถึงประมาณ 21%

  • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟดำ ประมาณ 1-2 แก้วต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ได้ 14-20%

6. คาเฟอีน กับเรื่องการขับถ่าย

จากงานวิจัยผ่านการนำเสนองาน Digestive Disease Week / งานสัปดาห์เกี่ยวกับโรคทางเดินอาหาร

วิจัยค้นพบว่า ตัวช่วยในการขับถ่าย มันอาจจะไม่เกี่ยวกับปริมาณคาเฟอีนในกาแฟ

อย่างที่เราเคยรู้กันมาก่อนหน้านี้ แต่มีความเป็นไปได้ และมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับ Microbiome จุลชีพทั้งหมดในร่างกายมนุษย์

โดยการทดลองนักวิจัยให้หนูกินกาแฟ โดยกาแฟให้กิน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือกาแฟแบบคาเฟอีน และไม่มีคาเฟอีน โดยผลวิจัยที่ได้คือ

ลำไส้เล็กของพวกหนูมีความสามารถในการหดตัว บีบตัวได้ดีขึ้น โดยไม่เกี่ยวกับระดับปริมาณของคาเฟอีน ที่ได้รับ

เหล่านักวิจัยตั้งข้อสงสัยว่า กาแฟส่งผลต่อแบคทีเรียในลำไส้อย่างไร เพื่อเป็นการหาคำตอบ นักวิจัยทดลองเอามูล (อึ) ของหนูทดลองผสมกับกาแฟ

เพื่อดูการลดลงของจำนวนแบคทีเรีย ผลปรากฏออกมาคือ

จำนวนแบคทีเรียจะลดจำนวนลง โดยปริมาณที่ลดลงไม่เกี่ยวกับกาแฟในจานว่าจะมีคาเฟอีนหรือไม่ และต้องใช้เวลาถึง 3 วัน แบคทีเรียถึงจะตายหมด

คาเฟอีนช่วยเรื่องการขับถ่าย

มีคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพลำไส้ แนะนำว่า เราควรขับถ่ายอุจจาระอย่างน้อย 1-3 ครั้งต่อวัน และจะดีที่สุดคือ อาหารที่เรากินเข้าไปมีส่วนช่วยไปกระตุ้นในการขับถ่าย ในกรณี คนท้องผูก Vincent Pedre แนะนำว่า อาจเป็นการดีถ้ามีการดื่มกาแฟสักเล็กน้อย เพื่อเป็นการกระตุ้นกระบวนการทำงานของลำไส้ ให้ขับถ่ายอุจจาระบ้าง

ข้อมูลจาก : Mindbodygreen

 

7. ดื่มกาแฟอย่างไรให้ได้ประโยชน์ เพื่อสุขภาพที่ดี

ดื่มกาแฟให้สุขภาพดี

เห็นข้อดีของกาแฟที่มีคาเฟอีนผสมอยู่แล้วใช่ไหมครับ แต่สิ่งที่เรากินเข้าไปเมื่อมีประโยชน์ ก็ย่อมมีโทษ แล้วดื่มเท่าไรละถึงจะเหมาะสม เพราะดื่มน้อยไปก็ไม่ได้ผล ดื่มมากไปก็ไม่ปลอดภัย

  • ทาง USDA เป็นมาตรฐานทางฝั่งอเมริกา และทาง EFSA จะเป็นมาตรฐานทางยุโรป แนะนำว่า สำหรับคนที่สุขภาพปกติ ไม่ควรกินกาแฟเกิน 2-4 แก้ว หรือประมาณ 200-400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเอสเพรสโซ่ไม่เกิน 2-4 ช็อต ถ้าเป็นคนท้องไม่แนะนำให้ดื่มเกิน 2 แก้ว หรือ 200 มิลลิกรัมต่อวัน (อ่านบทความเพิ่มเติม : ตั้งครรภ์ดื่มกาแฟ รวมถึงคาเฟอีนได้หรือไม่)
  • ดื่มกาแฟแต่ละครั้ง หรือแต่ละแก้ว ไม่ควรได้รับคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัม หรือครั้งหนึ่งไม่ควรดื่มเอสเปรสโซเกิน 2 ช็อต หรืออเมริกาโน่เกิน 2 แก้ว
  • ควรเลือกดื่มกาแฟดำ เพื่อหลีกเลี่ยง หรือระวัง น้ำตาล, ครีมเทียม ซึ่งมีแคลอรีสูง และทำให้อ้วนง่าย
  • คาเฟอีนเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการขับปัสสาวะอย่างอ่อน ดังนั้นหลัง หรือระหว่างดื่มกาแฟ ควรดื่มน้ำตามประมาณ 1 แก้ว เพื่อป้องกันร่างกายจากการขาดน้ำ บางคนเมื่อร่างกายขาดน้ำจะเกิดอาการปวดหัวร่วมด้วย
  • กาเฟอีน มีผลลดการดูดซึมแคลเซียม ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาสมดุลของแคลเซียมในร่างกาย ในระหว่างวันควรเสริมด้วยนมสด หรือผัก ผลไม้ ในปริมาณที่เหมาะสม

สรุป

กาแฟนอกจากรสชาติอันแสนอร่อย กลิ่นอันหอมหวนเย้ายวนใจแล้ว สารคาเฟอีนยังช่วยเสริมสุขภาพให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อด้วย แต่กาแฟหรืออาหารทุกชนิดบนโรค ย่อมมีข้อดีและข้อเสีย เพราะตัวอาหารถูกสร้างขึ้นมาจากธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับบางคนรับประทานแล้วดี บางคนรับประทานแล้วไม่ดี

บางคนดื่มแล้วรู้สึกสบาย ได้สรรพคุณของกาเฟอีนได้อย่างเต็มที่ แต่บางคนอยากได้สรรพคุณของกาเฟอีนบ้าง แต่กินแล้วเกิดอาการที่ไม่ดีต่อระบบ Automatic nerve เช่น ใจสั่น มือเท้าสั่น นอนไม่หลับ เพราะฉะนั้น

ควรดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสม หรือเลือกเมล็ดกาแฟ ที่ผ่านกระบวนการ Process ที่ทำให้ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟลดลง เช่น กาแฟขี้ชะมด ซึ่งเป็นการ Process โดยธรรมชาติในกระเพาะชะมด

หรือกาแฟ Dry Process ที่สารกาแฟถูกบ่มเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม 6-8 เดือน ทำให้เกิด Saturate caffeine ซึ่งช่วยลดอาการ มือเท้าสั่น ใจสั่น นอนไม่หลับ ทางด้านรสชาติ กาแฟที่กระบวนการบ่ม จะมีรสสัมผัสที่อ่อนนุ่มขึ้น ดื่มง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดการกระตุ้น Embryo ซึ่งเป็นผลพลอยได้ให้มีปริมาณสารกาบา (GABA) ช่วยในเรื่องประสาท และสมอง เพิ่มมากขึ้นกว่ากาแฟทั่วไปอีกด้วย

แนะนำ อ่านบทความ : 5 ประโยชน์จากสารกาบา ในเมล็ดกาแฟ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

line innbuddy
email innbuddy
facebook innbuddy
tel innbuddy

อย่าลืม! แอดไลน์ @innbuddy เพื่อรับข่าวสาร และโพรโมชันจากทางร้าน