เรื่องของ “น้ำ” กับการชงกาแฟ ที่จะทำให้น้ำกาแฟ ในแก้วโปรดได้รสชาติอร่อยยิ่งกว่าเดิม

น้ำมีความสำคัญกับการชงกาแฟ

การดื่มกาแฟให้อร่อยไม่ใช่เรื่องของยี่ห้อ หรือสายพันธุ์กาแฟเพียงอย่างเดียว แต่ “น้ำ” ก็นับเป็นอีกปัจจัยที่บ่งบอกได้ว่ารสชาติกาแฟที่ออกมานั้นจะเป็นอย่างไร เอาตามพื้นฐานที่เห็นกันง่ายๆ ก่อนคือ ในกรณีที่ใช้ปริมาณกาแฟเท่าเดิม แต่ใส่น้ำเยอะหรือน้อยกว่าปกติก็จะทำให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนไป

ทว่าไม่ใช่แค่นั้นเพราะกาแฟ 1 แก้วที่เราดื่มๆ กันหากเทียบปริมาณส่วนผสมจริงๆ จะมีน้ำเยอะกว่า 90% ด้วยซ้ำ ตรงนี้เองที่บ่งบอกว่า “น้ำ” คือสิ่งที่จะทำให้รสชาติของกาแฟแก้วโปรดของคุณมีรสชาติอร่อยหรือไม่

สารบัญเนื้อหา

 

แร่ธาตุในน้ำเป็นปัจจัย ส่งผลให้น้ำกาแฟ มีรสชาติความหอมอร่อย

แร่ธาตุในน้ำ มีผลกับกาแฟ

มีงานวิจัยที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าหากน้ำที่ใช้ชงมีปริมาณแร่ธาตุมากจนเกินไป จะทำให้รสชาติของกาแฟด้อยลง โดยน้ำกรองทั่วๆ ไป ถือว่าเป็นประเภทของน้ำที่เหมาะสุดๆ กับการนำมาใช้ชงกาแฟ

โดยปริมาณแร่ธาตุในน้ำที่ถูกยกว่าเป็นสัดส่วนที่ดีที่สุดคือ 50-150 ppm หรือถ้ามีปริมาณมากกว่านั้นปริมาณแร่ธาตุในน้ำไม่ควรเกิน 300 ppm เพราะยิ่งแร่ธาตุเยอะเท่าไหร่จะทำให้รสชาติของกาแฟแย่ลงเรื่อย ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม : มาตรฐานสำหรับน้ำที่ใช้ในการชงกาแฟพิเศษ ของสมาคมกาแฟพิเศษแห่งอเมริกา

 

น้ำกลั่น และน้ำ RO (Reverse Osmosis) สามารถนำมาใช้ชงกาแฟได้หรือไม่

น้ำ OR มาชงกาแฟได้หรือไม่

“น้ำกลั่น” ในที่นี้ต้องบอกก่อนว่า ไม่ใช่น้ำกลั่นสำหรับเติมรถยนต์ แต่เป็นน้ำที่ถูกผลิตขึ้นมาด้วยกระบวนการระเหยของน้ำ จากนั้นจะผ่านการควบแน่นในสิ่งที่ระเหยออกไปจนกลายเป็นน้ำกลั่น เมื่อถามว่าปกติเป็นคนดื่มน้ำประเภทนี้อยู่แล้ว จะสามารถนำมาใช้ชงกาแฟได้หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ควรนำน้ำกลั่นมาใช้ในการชงกาแฟเด็ดขาด เนื่องจากเป็นน้ำที่มีปริมาณกรดสูง ส่งผลให้เมื่อนำไปใช้งานกับเครื่องชงกาแฟบ่อยๆ อาจทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้

ส่วนน้ำ RO หรือ Reverse Osmosis เกิดจากระบบการกรอง น้ำจะผ่านแผ่นกรองที่มีขนาดเล็กมากๆ ทำให้น้ำมีความบริสุทธิ์เพราะจุลินทรีย์ต่างๆ จะไม่สามารถผ่านเข้ามาได้ อย่างไรก็ตามนอกจากจุลินทรีย์แล้ว แร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อร่างกายก็ไม่สามารถผ่านได้ด้วยเช่นกัน

แม้จะเป็นน้ำบริสุทธิ์แต่เมื่อไม่มีแร่ธาตุที่เหมาะสมกับการชงกาแฟจึงทำให้รสชาติด้อยกว่าน้ำกรองทั่วๆ ไปนั่นเอง

 

ถ้าใช้น้ำ RO สามารถผสมแร่ธาตุลงไปแทนได้หรือไม่

เติมแร่ธาตุในน้ำ

เมื่อข้อมูลได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่าน้ำ RO เป็นน้ำบริสุทธิ์ที่แทบไม่มีแร่ธาตุใดๆ หลงเหลืออยู่แบบนี้ ถ้านำน้ำดังกล่าวแล้วใส่แร่ธาตุลงไปจะช่วยให้เหมือนกับน้ำกรองปกติหรือไม่?

ถือว่าคำถามนี้น่าสนใจทีเดียว และคงมีคนพยายามสร้างความคิดแบบนี้ขึ้นมาแน่ๆ ซึ่งในความเป็นจริงได้มีผู้คิดค้น และทดลองเอาไว้จนสำเร็จซึ่งถูกเรียกชื่อผลงานว่าผง Flavor Scan หรือผงเกลือแร่ (แร่ธาตุ) สำหรับปรับสภาพน้ำให้เหมาะสมกับการชงกาแฟ

ทั้งนี้กว่าจะคิดค้นได้สำเร็จเจ้าของสูตรต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี ซึ่งเจ้าผงดังกล่าวนี้มีส่วนประกอบสำคัญของแร่ธาตุ คือ แมกนีเซียม แคลเซียม และโซเดียมไนเตรด โดยสามารถแยกเอาจุดเด่นของแร่ธาตุแต่ละชนิดออกมาได้ดังนี้

  • แมกนีเซียม เป็นตัวช่วยในการดึงเอารสชาติบางอย่างที่ซ่อนตัวในเมล็ดกาแฟ เช่น ความเป็นผลไม้ออกเปรี้ยวนิดๆ, รสวานิลลา หรือความเป็นช็อกโกแลตออกมา สร้างความกลมกล่อมให้กับกาแฟแก้วโปรดของคุณมากกว่าเดิม
  • แคลเซียม ช่วยสร้างรสสัมผัสของกาแฟให้มากยิ่งขึ้น ได้ความหนาของการดื่มกาแฟสูงกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวทีเดียว
  • โซเดียมไนเตรด จะเป็นส่วนผสมที่น้อยสุดโดยใส่ไม่เกิน 2% เป็นตัวกระตุ้นเล็กๆ ที่ทำให้ผู้ดื่มกาแฟสัมผัสถึงความอร่อยที่มากกว่าเดิม

ทั้งนี้ก่อนนำเอาน้ำ RO ไปดื่มกาแฟให้นำผงดังกล่าวผสมกับน้ำ 6 ลิตร ทำการคนจนละลายกลายเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ เท่านี้ก็สามารถนำไปชงกาแฟแก้วอร่อยของคุณได้ทันที รสชาติอาจจะดี หรือถูกปากกว่ากาแฟที่ชงด้วยน้ำปกติก็ได้

กินกาแฟอย่างไร ให้ได้ประโยชน์ต่อ รสชาติ และ สุขภาพในเวลาเดียวกัน

GABA ดีต่อสมองอย่างไร กาแฟ Biotic Process คือ ประโยชน์ของคาเฟอีน

อุณหภูมิของน้ำก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการชงกาแฟ

อุณหภูมิน้ำสำหรับชงกาแฟ

เมื่อเข้าใจถึงลักษณะของ “น้ำ” ที่เหมาะสมกับการนำมาชงกาแฟแล้ว เรื่องอุณหภูมิก็เป็นอีกสิ่งสำคัญในการเพิ่มรสชาติให้กาแฟมีความอร่อย โดย อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมในการชงกาแฟอยู่ระหว่าง 90-96 องศาเซลเซียส เนื่องจากถ้าความร้อนต่ำกว่านี้รสชาติจะอ่อนเกินไป แต่ถ้าสูงถึง 100 องศาเซลเซียส จะทำให้กาแฟมีรสชาติขมเกินไป ดื่มไม่อร่อย

Cold Brew

นอกจากอุณหภูมิของน้ำ ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาประกอบที่ส่งผลกับกลิ่น และรสชาติอีกด้วย เช่น กาแฟสกัดเย็น Cold Brew โดยการสกัดกาแฟแบบสกัดเย็นใช้ปัจจัยหลัก คือ เวลา กับ ความเข้มข้น เนื่องจากการสกัดเย็นต้องใช้เวลานานเพื่อใช้สกัด แทนความความร้อนของน้ำนั้นเอง ตัวอย่างดังนี้

กาแฟสกัดเย็น

  • เวลา : ยกตัวอย่างเราดริปกาแฟ 1 แก้ว ใช้เวลา 3 นาที / สกัดเย็นใช้เวลา 12 ชั่วโมง
  • ความเข้มข้น : โดยใช้อัตราส่วนของน้ำ หรือกาแฟเป็นตัวแปร ถ้าชงแบบกาแฟดริป อัตราส่วน กาแฟ 1 กรัม ต่อน้ำ 16 กรัม ถ้าเป็น Cold Brew กาแฟ 1 กรัม ต่อน้ำ 10 กรัม, หรือถ้าจะใช้ปริมาณน้ำเท่าเดิม ก็ใช้วิธีปรับตัวแปรของกาแฟให้เพิ่มมากขึ้น

จุดเด่นด้านรสชาติของ Cold Brew หรือแบบสกัดเย็น จะได้รสสัมผัสที่หวาน เนื่องจาก การสกัดแบบใช้ความร้อนจะสกัดโดยการดึงเอารสชาติความเป็นผลไม้ของกาแฟคือความเปรี้ยว ออกมาได้มากกว่าสกัดแบบเย็น ผลก็คือ เมื่อการสกัดแบบเย็นสกัดรสเปรี้ยวออกมาผสมน้อย ทำให้ความหวานมีรสชาติเด่นขึ้นมานั้นเอง

สรุป

จากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นว่า “น้ำ” ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กาแฟแก้วโปรดของคุณในแต่ละวันสร้างรสชาติที่แตกต่างและน่าสัมผัสมากกว่าที่เคยรู้ บางคนอาจเคยคิดด้วยซ้ำว่าซื้อเมล็ดกาแฟคั่วจากร้านมาทำตามสูตรเดียวกัน แต่ทำไมรสชาติออกมาต่างกัน

ปัจจัยหนึ่งก็คือ น้ำที่ใช้ชงกาแฟนั่นเอง เมื่อเข้าใจแบบนี้แล้วใครที่หลงใหลในการชงกาแฟดื่มเองก็อย่าลืม พิจารณาปัจจัยเรื่องน้ำที่ใช้ชงด้วย เพื่อสร้างรสชาติกาแฟอันแสนอร่อยของคุณให้เหมือนกับสั่งร้านกาแฟแสนแพง

แต่ทุกอย่างสามารถทำเองได้ เพียงแค่เข้าใจถึงข้อมูลอย่างถูกต้อง เชื่อว่าบรรดาคอกาแฟเองเมื่อรู้แบบนี้ก็คงจะเลือกน้ำให้ตอบโจทย์รสชาติที่ดี พร้อมทั้งปรับสูตรการชงกาแฟแบบต่างๆ ให้เป็นกาแฟแก้วโปรดของคุณ

“เพราะเราเชื่อว่ากาแฟที่อร่อยที่สุด คือกาแฟที่เราชงเอง”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

line innbuddy
email innbuddy
facebook innbuddy
tel innbuddy

อย่าลืม! แอดไลน์ @innbuddy เพื่อรับข่าวสาร และโพรโมชันจากทางร้าน

โชว์กาแฟนวัตกรรม Biotic Process สวิตเซอร์แลนด์ สนับสนุนโดย สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

รีวิวจากลูกค้าของเรา

ขอเพียงคุณอนุญาต ให้กาแฟ VAGASO ผ่านลิ้นรับรู้รสสัมผัส ความนุ่มกลมกล่อม และปล่อยให้สารกาบา พุ่งตรงทำหน้าที่ช่วยในเรื่องประสาท และสมอง เพื่อเป็นการเติมเต็ม จากการดื่มกาแฟในทุกๆ วัน เพียงแค่นี้ ก็ทำให้กาแฟแก้วโปรดของคุณ มีความหมายมากขึ้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม